สารลดแรงตึงผิว (Surfactant)

สารลดแรงตึงผิว คือสารที่มีคุณสมบัติในการรวมโมเลกุลให้มีน้ำหนักมากขึ้น เพื่อลดแรงเกาะหรือแรงตึงผิว (surface tension) ระหว่างกันของสสารนั้นๆ มีการนำไปใช้ประโยชน์ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เช่นผลิตภัณฑ์น้ำทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ สารลดแรงตึงผิวจัดเป็นสารพวก amphiphilic molecules ซึ่งในโมเลกุลประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่

Surfactant_6

ภาพที่ 1 โครงสร้างของสารลดแรงตึงผิว

Continue reading “สารลดแรงตึงผิว (Surfactant)”

หลักเบิ้องต้นในการพัฒนาสูตรน้ำยาทำความสะอาด

เรียบเรียง จาก How to Formulate Industrial Detergent โดย 

น้ำยาทำความสะอาด หรือ detergent มีคุณสมบัติหลัก คือ ขจัดคราบสกปรกออกจากพื้นผิว ด้วยการที่ มีความหลากหลาย ของชนิดคราบสกปรก และพื้นผิว จึงทำให้เรามีสูตรต่างๆ ของน้ำยาทำความสะอาดมากมาย

น้ำยาทำความสะอาดทั่วไป ที่ดี ต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการ อย่างแรก คือ ต้องมีความสามารถในการทำให้คราบที่มีธรรมชาติเป็นกรดให้กลายเป็นกลาง ประการที่สอง ในการทำความสะอาด คราบน้ำมัน ไขมัน ออกจากพื้นผิวนั้นสามารถที่จะสลาย คราบให้เป็นโมเลกุลเล็กๆ และกระจายตัวในน้ำได้ ประการที่สาม ต้องสามารถ สลายพันธะ หรือ แตกตัว คราบบางชนิด เช่น เขม่าคาร์บอน ฝุ่นดำ ดินเหนียว ให้เป็นอนุภาคเล็กๆ และ ประการที่สี่ เมื่อ ทำสามประการแรกสำเร็จแล้ว มันต้องมีความสามารถในการ ป้องการการย้อนคืนของคราบกลับไปสู่พื้นผิว ในขณะล้างฟองออกด้วยน้ำ

น้ำยาทำความสะอาด โดยทั่วไป อาศัยองค์ประกอบสองส่วน ในการทำหน้าที่ นั้นคือ สารลดแรงตึงผิว (Surfactants) และ สารเสริมพลัง (Builders) สารลดแรงตึงผิวสามารถเป็นได้ ทั้ง ของเหลว หรือเป็นผง ส่วน สารเสริมพลัง  นั้น ส่วนมากเป็น สารประกอบอนินทรีย์  (Inorganic) โดยทั่วไป ในรูป ผงละเอียด เช่น พวก ฟอสเฟต ซิลิเกต คาร์บอเนต หรือ โอโธฟอสเฟต  การนำสองสิ่งนี้ ส่วนมาผสมกัน คือ ขั้นตอนพื้นฐานการทำน้ำยาทำความสะอาด

Continue reading “หลักเบิ้องต้นในการพัฒนาสูตรน้ำยาทำความสะอาด”

ย้าย blog จาก maxthai.net

21/8/60 ย้าย blog จาก maxthai.net เพราะโดเมนจะหมดอายุเดือนหน้า และจะไม่ต่ออายุ

.net ขึ้นราคาเป็น 14 เหรียญ เสียดายโดเมนที่ใช้มา 10 ปี แต่จ่ายไม่ไหว

โรคราน้ำค้างในกุหลาบ

สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Peronospora sparsa Berk. อาการเริ่มแรกจะเป็นแผลจุดช้ำสีเหลืองที่ผิวด้านบนของใบอ่อน ต่อมาแผลขยายขนาดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล สีม่วงอ่อนๆ จนถึงสีดำ ลักษณะแผลถ้าไม่ใช่โรคใบจุด หรือโรคแอนแทรกโนสให้มองไว้ได้เลยว่าคือราน้ำค้าง ขอบแผลสีเหลืองช่วงที่ความชื้นสูงอาจพบกลุ่มของเส้นใยและสปอร์ของเชื้อราบริเวณแผลส่วนใต้ใบ อาการรุนแรงเกิดแผลจำนวนมาก แผลลุกลามสู่ใบล่างและกระจายทั่วต้น ใบเกิดอาการบิดเบี้ยว ยอดอ่อนชะงักการเจริญเติบโต ใบยอดม้วนงอ เหี่ยวเหลือง และร่วงในที่สุด โรคเกิดเร็วมาก ภายในไม่กี่วันใบอาจจะร่วงได้ อาจพบอาการแผลสีน้ำตาลที่กิ่งและยอดอ่อน เชื้อราสาเหตุนี้ จะแพร่ระบาดโดยสปอร์พัดปลิวไปตามลม น้ำ แมลง และสามารถอยู่ได้เป็นเดือนในใบที่ร่วงหล่นอยู่ที่พื้นดินโดยสร้างเส้นใยและสปอร์ผนังหนาอยู่ในชิ้นส่วนที่เป็นโรค สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค คืออุณหภูมิต่ำและความชื้นสูง แต่ถ้าอากาศแห้งเชื้อก็จะตายไปด้วย โดยจะไม่พบการแพร่ระบาดเมื่อความชื้นลดลงต่ำกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ และอุณหภูมิสูงกว่า 32 องศาเซลเซียส

Continue reading “โรคราน้ำค้างในกุหลาบ”

การผสมได้หรือไม่ได้ ระหว่างสารไตรโคเดอร์มา

การผสมได้หรือไม่ได้ ระหว่างสาร
ไตรโคเดอร์มา
บิวเวอร์เรีย
เมธาไรเซียม
พาซิโลมัยซิส
บาซิลลัส ซับทีลิส

1. ไตรโค + บาซิลลัสได้
2. ห้ามใช้ไตรโคร่วมกับเชื้อราทุกเชื้อ (บิวเวอเรีย/เมธา/พาซิโล)
3. ห้ามใช้บิวเวอเรีย + เมธา + พาซิโล
4. บิวเวอเรีย หรือ เมธา หรือ พาซิโล + บาซิลลัสได้
5. เชื้อทุกชนิดใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีทางใบได้ครับ

คุณภาพน้ำสำหรับพืช

ในการเริ่มต้นสำหรับการหาพื้นที่เพื่อทำการเกษตร หัวใจหลักที่เราต้องรู้ก่อนคือ สภาพดิน และ น้ำ ของพื้นที่ที่เราจะเริ่มต้น

ดินด่าง ถอยดีกว่า (วัดได้ด้วย pH meter)
ดินเค็ม กลับหลังหันลืมไปได้เลย (วัดได้ด้วย EC meter)

น้ำ…..ขอใช้ข้อมูลมาตรฐานคุณภาพน้ำ ของ กล้วยไม้ เป็นตัวเริ่มต้น
แหล่งน้ำในพื้นที่ที่เราเลือก จะต้องมีน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี และแล้งต่อเนื่อง 2 ปีก็ยังมีน้ำพอใช้

ในกรณีที่เราจำเป็นต้องขุดบ่อเพื่อเก็บน้ำสำรอง คุณภาพดินตรงบริเวณบ่อจะเป็นตัวตัดสิน
ถ้าดินเป็นด่าง น้ำที่เอาเข้ามาเก็บ ก็จะมีฤทธิ์เป็นด่างไปด้วย ซึ่งตรงนี้จะส่งผลกับคุณภาพและประสิทธิภาพของ สารกำจัดศัตรูพืช และ ปุ๋ย ยิ่งเป็นด่างมากเท่าไหร่ก็ยิ่งสร้างปัญหามากเท่านั้น pH น้ำที่เหมาะสม คือ 5.5-6.5
ถ้าเป็นดินเค็ม น้ำที่เอาเข้ามาเก็บก็จะละลายเกลือที่มีอยู่ออกมา ในกรณีนี้ ก็วัดค่าการนำไฟฟ้า ECw ซึ่งจะบอกว่าน้ำนั้นควรใช้หรือไม่ ถ้าเป็นน้ำเค็มที่มีค่าการนำไฟฟ้า > 1,000 ไมโครซีเมนส์/ซม. ควรจะส่งน้ำเข้าไปวิเคราะห์หาชนิด ปริมาณของเกลือแต่ละชนิด เพื่อตัดสินใจว่าน้ำใช้ได้หรือไม่ จะสามารถปรับแก้ได้หรือไม่ คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่

Continue reading “คุณภาพน้ำสำหรับพืช”

ผลกระทบ pH ของน้ำต่อคุณภาพของปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืช

โดยทั่วไปปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืช จะมีอายุการเก็บรักษา(shelf life) หลังจากการผลิต 3 – 5 ปี 
แต่มีอายุหลังจากผสมน้ำใช้ที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพคือ ครึ่งอายุ (half life) หมายถึง ช่วงระยะเวลาที่ปุ๋ยหรือสารกำจัดศัตรูพืชจะเสื่อมไปครึ่งหนึ่ง เมื่อผสมน้ำ โดยทั่วไปปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืชที่เราใช้มีฤทธิ์เป็นกรด ถ้าน้ำที่เราใช้ผสมมีฤทธิ์เป็นด่างก็จะเกิด hydrolysis ทำให้ประสิทธิภาพลดลง ตย. เช่น

ไทอามีโทแซม…..ที่ pH 5.0 …..จะมีครึ่งอายุ 260 ชม.
………………………ที่ pH 7.0 …..จะมีครึ่งอายุ 63 ชม.
………………………ที่ pH 9.0 …..จะมีครึ่งอายุ 1.32 ชม.

มีปัญหาอีกอย่างที่มีผลกระทบ คือ ไบคาร์บอเนต (HCO3-) ปกติน้ำที่เราใช้มี pH เป็นด่าง 7.5 – 8.5 เมื่อปรับด้วยกรดไนตริก 50% อัตรา 3 – 5 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร pH จะลดลงมาอยู่ที่ 5.5 – 6.5 โดยประมาณ แต่ถ้า pH ลดลงเล็กน้อย แสดงว่าในน้ำนั้นมีปริมาณไบคาร์บอเนตสูง ซึ่งจะสร้างปัญหาทิ้งคราบหินปูนบนต้น ใบ ดอก ที่สำคัญไบคาร์บอเนตจะเข้าไปอุดตันในราก ทำให้รากชะงักไม่สามารถดูดน้ำดูดอาหารไปเลี้ยงต้น

ภัยร้ายและโรคผักไฮโดรโปรนิกส์

1. เครื่องวัด EC

มักพบว่าเครื่องวัด EC ที่ผู้ปลูกใช้อยู่เสื่อมสภาพหรือถ่านมีกำลังไฟอ่อนทำให้ค่า EC ขึ้นช้าหรือ ต่ำกว่าค่าจริงของสารละลายธาตุอาหารที่ใช้ปลูกเช่นวัด EC ด้วยเครื่องวัด EC ที่ผู้ปลูกใช้อยู่เป็นปร…ะจำได้ค่า EC เท่ากับ 1.3 แต่ผักที่ปลูกอยู่แสดงอาการเกร็งโตช้าเหมือนกับอาการผักที่ปลูกด้วย EC สูง ๆ แต่พอผู้เขียนใช้เครื่องวัด EC ของผู้เขียนวัดค่า EC ของสารละลายธาตุอาหารก็พบว่า EC ขึ้นไปสูงถึง 3.5 ซึ่งเป็น EC ที่สูงเกินไปสำหรับการปลูกผักสลัด EC ขนาดนี้จะทำให้ผักสลัดโตช้ามีรสขมและผักจะเเข็ง ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ทำฟาร์มคือ ทำน้ำผสมปุ๋ยไว้เช็คเครื่องวัด EC ก่อนใช้งานทุกวันโดยที่เราสมมุติผู้ปลูกอยู่ในกรุงเทพฯ ใช้น้ำประปาในการปลูกผักน้ำประปาในกรุงเทพฯ มีEC ประมาณ 0.2 เมื่อเราได้เครื่องวัด EC มาใหม่ให้เราเอาน้ำประปาประมาณ 1 ลิตร แล้วใส่ปุ๋ย A กับ B โดยปรับ EC ให้ได้ประมาณ 3.5 จากนั้นใส่ขวดเก็บไว้เราอาจเรียกน้ำผสมปุ๋ยนี้ว่าน้ำเทสท์เครื่องวัด EC โดยก่อนใช้เครื่องวัด EC ทุกเช้าเราจะต้องนำเครื่องวัด EC มาวัดน้ำประปาก่อน EC ที่ได้ต้องได้0.2+0.1 หลังจากนั้นเราก็นำเครื่องวัด EC ไปวัดน้ำเทสท์เครื่องวัด EC ค่าที่ได้จะต้องอยู่ที่ 3.5+0.1 หรือ 0.2 (เป็นค่าที่ยอมรับได้) จากการเช็คเครื่องวัด EC ที่กล่าวมาแล้ว ปัญหาที่พบคือ ค่าน้ำประปา EC ขึ้นตรงคือ 0.2 แต่EC ของน้ำเทสท์เครื่องวัด EC จะขึ้นต่ำกว่า 3.5 ก็ให้ทำการ คาลิเบรทเครื่องวัด EC ใหม่แต่ถ้าคาลิเบรทแล้วอาการไม่หายอาจเกิดจาก 3 สาเหตุคือ ถ่านมีกำลังไฟฟ้าอ่อนแก้ไขโดยการเปลี่ยนถ่าน หรือ ขั้วเครื่องวัด EC สกปรก แก้ไขโดยให้ใช้แปรงใส่ยาสีฟัน แปรงลงไปที่ขั้ว และข้อสุดท้าย เครื่องเสีย ผู้ปลูกควรมีเครื่องวัด EC ไว้2 ตัว เวลาไม่แน่ใจว่าตัวที่ใช้อยู่ยังดีอยู่หรือไม่ก็สามารถนำอีกตัวมาเทียบค่าได้ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผักอาจมีมูลค่ามากกว่าเครื่องวัด EC หลายเท่า โดยเฉพาะฟาร์มขนาดใหญ่

Continue reading “ภัยร้ายและโรคผักไฮโดรโปรนิกส์”